บทที่ 13 ตอนที่ 7 อำพราง 1
ลู่ถิงเหยียดยิ้ม “หลิวไท่หยาง ท่านช่างตาบอดนัก ข้าชอบท่านถึงเพียงนี้”
หลิวไท่หยางหรี่ตา “ข้าขอเตือน อย่าดึงดัน!”
คนงามพลันสะอึก
ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด
“เฮ้อ...เอาล่ะๆ ข้าว่าเรามาคุยกันเฉพาะสินค้าเถิด”
นายท่านลู่รีบปิดฉากการเจรจาอันน่ากระดากอายนี้ด้วยข้อตกลงใหม่ที่ได้รับผลประโยชน์แค่เรื่องแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งสองฝ่าย หาใช่โยงใยถึงเรื่องเนื้อหนังหวังเกี่ยวพันถึงขั้นเป็นสามีภรรยา
“นายน้อยหลิวคิดเห็นเป็นเช่นใด”
“ตกลงตามนี้”
หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นด้วยข้อตกลงการค้าโดยไม่มีเรื่องการแต่งงานมาข้องเกี่ยว หลิวไท่หยางก็ให้จิ้นสิงไปส่งคนอย่างไว ส่วนเขาก็กลับเข้าห้องหนังสือทันใด
แสงเทียนวูบไหว สาดประกายไฟจนส่องแสงสว่างฝ่าความมืดสลัวถ้วนทั่ว เผยเงาร่างสูงโปร่งนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือชัดเจน สง่างามปานนั้น
บุรุษหนุ่มนั่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว เป้าหมายของเขาคือตรวจทานรายได้ของร้านค้าแต่ละร้านใต้อาณัติของสกุลตน ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของเมืองแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมี รายการบัญชีมีส่วนที่เป็นรายรับจากผลผลิตจากไร่สวนที่นา ค่าเช่าร้านค้า เรือนพักชั้นยอดบนถนนเป่ยเจียในชิงย่วน ความร่ำรวยมั่งคั่งแทบทับคนตายนี้มิใช่ว่าไม่เคยตรวจสอบ มิใช่ว่าไม่คล่องมือ กระนั้นกลับรู้สึกว่าต้องใช้เวลาเกินพอดี เนื่องจากหลายครั้งหลายครา ความคิดของเขามักจะเตลิดไปถึงสตรีอีกคนหนึ่งที่อยู่ทางฝั่งเรือนปีกข้าง
นางนอนหรือยัง? หลับสบายหรือไม่?
เป็นคำถามง่ายๆ สามัญอย่างยิ่ง หากแต่รบกวนจิตใจผู้คนเสียจริง
หลิวไท่หยางพยายามปัดเรื่องของซิงเยว่ออกไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่มิอาจนับเพื่อกลับมาสนใจเพียงงานตรงหน้า
ระหว่างนั้นสาวใช้ผู้หนึ่งค่อยๆ เดินกรีดกรายเข้ามาพร้อมชาร้อนกรุ่นตามคำสั่งของเจ้านาย
“นายน้อย...”
กระแสเสียงของนางอ่อนหวานอย่างยิ่ง อ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำริน หวานล้ำกว่ายามกลางวันถึงสามเท่าห้าเท่า
ราตรีมืดมัวอากาศเย็นฉ่ำเต็มไปด้วยกลิ่นอายวสันต์ชวนคร่ำครวญและพร่ำเพ้อถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อาจทำให้บุรุษผู้หนึ่งหวั่นไหวโดยง่าย ขอเพียงเพิ่มเสน่ห์ยั่วยวนเข้าไป
สาวใช้คิดในใจอย่างหมายมาดขณะเดินบิดบั้นท้าย จนแลดูโค้งเว้างามงอนเป็นพิเศษ พลางชำเลืองมองเจ้านายรูปงามอย่างเหนียมอาย ประกายตาเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนแห่งความวาดหวัง
ทว่าหลิวไท่หยางกลับไม่มองแม้หางตา ท่าทีห่างเหินเว้นระยะมากโข เขาเพียงโบกมือเบาๆ กล่าวเสียงเนิบว่า “เอาวางไว้แล้วออกไป...”
สาวใช้จึงวางถาดน้ำชาไว้ที่โต๊ะฝั่งหนึ่งอย่างหดหู่ ก่อนออกไปอย่างห่อเหี่ยวท้อแท้ ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อประตูปิดลง หลิวไท่หยางจึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างเอือมระอา วันนี้ติดต่อการค้าต้องเจอคุณหนูงดงามทอดไมตรี ยามคิดบัญชียังต้องเจอสาวใช้ทอดมารยา
พวกนางอาจไม่เหนื่อย แต่เขาหน่ายเต็มทน
เดิมทีเขาต้องการให้ซิงเยว่อยู่ข้างกายตลอดเวลา ปรารถนากลั่นแกล้งนางอย่างชิงชังโดยไม่สนใจชั่วยาม
ทว่าคนเราสมควรพักผ่อนให้เพียงพอ
เขาจึงรอให้ซิงเยว่ได้นอนหลับตอนกลางคืนเต็มอิ่ม ยามกลางวันจะได้กลั่นแกล้งใช้งานนางจนหัวหมุน ดังนั้นเขาจึงต้องอดทนกับสาวใช้ยามราตรีแต่ละนางที่หวังปีนเตียงเพื่อขยับฐานะด้วยวิธีไร้ยางอายอย่างเบื่อหน่าย
อีกครั้งที่หลิวไท่หยางพยายามสนใจรายงานร้านค้า ทว่าอีกครายังถูกขัดจังหวะเพราะเสียงเคาะประตู ตามด้วยเสียงของจิ้นสิง “นายน้อย พ่อบ้านเหิงขอเข้าพบขอรับ”
หลิวไท่หยางเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ “ให้เข้ามา”
เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับเงาร่างของพ่อบ้านเหิงที่เดินเข้ามาอย่างร้อนรน ท่าทางของเขาคล้ายแก่ลงสิบปี เขารีบโค้งกายกล่าวรายงานด้วยสุ้มเสียงลนลาน
“นายน้อย เกิดเรื่องอีกแล้ว คราวนี้เป็นริมชายป่าไผ่ ใกล้ลานผ่าฟืนขอรับ มีคนไปพบบ่าวชายเฝ้าเรือนเก็บฟืนถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสขอรับ”
วันก่อนพบศพสาวใช้ในสระบัว ครานี้เป็นบ่าวชายร่างใหญ่กำยำ
หลายวันมานี้เหิงอันมิได้นอนหลับสนิทสักคืน
มิรู้ว่าฟ้าเกิดพิโรธอันใด เกิดเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ทำคนเหน็ดเหนื่อยแทบกระอักโลหิตแล้ว
“โชคดีที่มีคนเห็นเสียก่อนจึงช่วยชีวิตไว้ทันขอรับ”
หลังจบคำบอกกล่าวเหิงอันรีบสรุปว่าไม่ร้ายแรงหมายเลี่ยงปัญหาบานปลาย
หลิวไท่หยางรับฟังนิ่งๆ ไล่สายตาดูรายงานร้านค้าอย่างใจเย็น มิได้ใส่ใจดุจเก่า
“ว่าต่อไป...”
เหิงอันรีบเล่าอย่างละเอียดมิกล้าอ้อมค้อม
“คนที่เข้าไปช่วยเห็นบ่าวผู้นั้นมีสภาพเอน็จอนาถ ลิ้นขาด มีไม้แหลมปักคาอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง สีข้างยังมีไม้ชนิดเดียวกันเสียบคาอยู่ เป็นแผลฉกรรจ์ลากยาวเหวอะหวะ เลือดไหลทะลักท่วมกาย นี่คืออาวุธที่ดึงออกมาได้จากร่างของบ่าวชายขอรับ”
เหิงอันนำห่อผ้าที่มีไม้แหลมทั้งสามอัน ซึ่งถูกเหลาจนกลายเป็นแท่งหนามลักษณะพิเศษ ออกมาวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าของเจ้านาย
หลิวไท่หยางเหลือบตามอง ทันใดนั้นอารมณ์ใจเย็นกับความไม่ใส่ใจพลันอันตรธาน ชายหนุ่มผุดลุกขึ้น
“มีคนเห็นคนร้ายหรือไม่?”
เหิงอันเบิกตาโพลง ตกใจกับท่าทีของผู้เป็นนาย ที่จู่ๆ ก็ร้อนรนขึ้นมา
“ไม่เห็นขอรับ คนที่เข้าไปช่วยเห็นแค่บ่าวชายผู้นั้นนอนดิ้นพล่านอย่างทรมาน จึงพาเข้ามารักษาตัวในเรือน” เขารีบรายงานต่อตามจริงอย่างลนลาน สำนึกเสียใจสุดซึ้ง “เกรงว่าต่อให้รักษาจนแผลหายดี แต่ดวงตาอาจใช้งานมิได้ ยิ่งพูดจาให้การมิได้ คงสุดปัญญาหาตัวคนร้ายแล้วขอรับ”
เหิงอันย่อมไม่มีทางรู้ว่าผู้ฟังลอบหายใจโล่งอก เพราะเห็นเพียงด้านหลังของอีกฝ่ายที่เดินออกจากห้องไป โดยไร้คำสั่งอันใดแม้ครึ่งคำ แต่นั่นล่ะ เมื่อไร้คำสั่งคือไร้งานอันน่าปวดหัว เหิงอันจึงพรูลมหายใจออกมาได้ในที่สุด
